คนไทยในจีน นักเรียนเก่าจีน ชุมนุมจีนศึกษา และภาษาจีนออนไลน์ ยินดีต้อนรับค่ะ ^_^
พักจากปิดเทอม เรียนภาษาที่กว่างโจวได้ห้าเดือน เรามีเวลากลับไทยอยู่หนึ่งเดือน นับว่าเป็นปิดเทอมแรก หลังจากเรียนจบพ้นชีวิตการทำค่ายอาสาฯ สมัยมหาวิทยาลัย ก็ไม่มีโอกาสได้ออกค่ายทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนอีกเลย มาคราวนี้ มีโอกาสได้แบกเป้ หอบถุงนอนไป จับเสียม ปลุกผัก ขุดดินเข้าร่วมกิจกรรมของศูนย์พันพรรณ ตามที่เราได้ไปสมัครร่วมกิจกรรมกับคุณทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิกาารนิตยสารอะเดย์( a day) จัดขึ้นสำหรับแฟนหนังสือโดยเฉพาะ ทำให้เราไปพบข้อคิดดีๆ ที่อยากเอามาเผยแพร่เพื่อนๆพี่น้องคนไทยว่า ปรัชญาการใช้ของคนธรรมดาลูกชาวนาคนนึงที่ มีแง่มุมน่าสนใจจนชาวต่างชาติต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนรู้นั้น มีที่มาอย่างไร
พันพรรณ
โจน จันได ลูกชาวนาแห่งยโสธร ผู้เชียวชาญในการสร้างบ้านดิน ของประเทศไทย เดินทางไปรอบโลกเพื่อนำเสนอแนวทางในการสร้างบ้านดิน นักปราชญ์ที่มีแนวคิดในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขและเรียบง่าย ผู้ก่อตั้งศูนย์พัน พรรณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อพึ่งพาตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์ เริ่มก่อตั้ง) เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2546 โดย มีวัตถุประสงค์หลักๆสองข้อคือ หนึ่งคือ รักษา เก็บ และแจก เก็บเมล็ดพันธุ์พืชผัก พื้นบ้านหรือพันธุ์แท้เพื่อแจกจ่ายให้ผู้คนทั่วๆไป เพื่อให้พันธุ์แท้ทั้งหลายอยู่รอด และสอง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ ต้องการเรียนรู้ที่จะอยู่แบบพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุดในการพึ่งตนเองก็จะเน้นเรื่องปัจจัย 4 คือ อาหาร บ้าน ผัก และยาเป็นหลัก มีความเชื่อว่า ปัจจัย 4 จะต้องเป็นเรื่องที่ง่ายและถูกสำหรับทุกคน ที่ไหนก็ตามที่ทำให้ อาหาร บ้าน ผัก และยา เป็นเรื่องยาก หรือแพง เกินกว่าคนธรรมดาจะเข้าถึงได้ถือว่าที่นั้น ได้พัฒนาไปสู่ ความเสื่อมนำไปสู่ความทุกข์และล่มสลายในที่สุด เพราะชื่อว่าปัจจัย 4 คือ ชีวิตการทำให้ชีวิตยากและซับซ้อนเกินไปแล้ว ใครจะได้ประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่
ปรัชญาการใช้ชีวิตที่พี่โจน
"ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เราทำให้มันยากเอง” ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้คือ ใช้เวลาไม่มากนักในการหากิน มันเหลือกินแล้วแต่เราใช้เวลาเยอะมากในการหาเพื่อครอบครัว ฉะนั้นใช้ชีวิตให้ง่ายดีกว่า หลังจากนั้นมา ผมก็เชื่อในเรื่องชีวิตนี้มันง่ายมาตลอด ทำไมต้องทำให้มันยาก ก็เลยเปลี่ยนชีวิตผมมาตลอดเลย
แนวคิดนี้พี่โจนได้มาจากการเปรียบเทียบชีวิตความเป็นอยู่คนสมัยก่อน ที่มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ปลุกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อการยังชีพ ให้พอเพียงกับครอบครัว ไม่ใช่ค้าขาย สมัยก่อนจึงไม่ใช้เงิน เลยไม่มีการแบ่งวรรณะ”รวย จน” แต่เค้าใช้คำว่า”ทุกข์สุข” แทน ไม่มีใครใช้ว่า”ไปทำงาน” เราจะพูดว่า “ไปเกี่ยวข้าว ” “ไปปลุกผัก ดำนา” กิจกรรมเหล่านี้ส่งเสริมความสัมพันธภาพในหมู่ชุมชนชนบท ช่วยเหลือ สร้างมิตรภาพในสังคม มีความสนุกเพลิดเพลิน ไม่ต้องพึ่งนาฬิกา ไม่มีกรอบตายตัว ถึงเวลาค่ำมืด มีเพียงเสียงจักจั่น แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นตัวบอกเวลา ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างเพลิดเพลิน
แต่ปัจจุบัน ทุกคนทำงานด้วยหน้าที่ มีเวลาเป็นตัวกำหนด มีเงินเป็นสิ่งตอบแทนงานกลายเป็นเรื่องทรมาณ ทำให้ชีวิตคนเป็นหุ่นยนต์ เป็นเครื่องจักร ที่ต้องดำเนินในกิจกรรมซ้ำๆ
พี่โจนบอกว่า ” ถ้าทำสวนเองเนี่ย อย่างผม ดูแลสวนแค่ 10-15 นาทีต่อวัน ผมมีผัก มีมะละกอ มีอะไรให้ครอบครัว 5-6 คนอยู่ได้สบาย ทำงานแค่ 15 นาที ทำไมต้องไปนั่งทำงานตั้งวันละ 10 กว่าชั่วโมงนี่ มันก็ทำให้ผมเห็นว่าชีวิตมันง่าย แต่อธิบายให้คนเข้าใจไม่ได้"
"รดน้ำผักแค่วันละ 15 นาที แต่บางอาทิตย์อาจจะใช้เวลามากกว่าเป็นชั่วโมงก็มี บางครั้งก็อาจจะไปหาขี้วัว หาอะไรมาใส่ด้วย ซึ่งมันไม่บ่อยนักหรอกนะแค่ครั้ง สองครั้ง แต่ปกติแล้ว 15 นาที ถือถังตักน้ำแล้ก็เดินมารดผัก" "ทำปุ๋ยหมักใช้เอง"
เขาเริ่มทำบ้านดินหลังแรกจากความคิด ผสมกับที่ได้เห็นภาพการทำบานดินในหนังสือของฝรั่ง
เมื่อสำเร็จหลังแรก ก็ทำหลังต่อๆมา ให้กับชุมชนในหมู่บ้าน จนกระทั่งมีชื่อเสียง ได้รับเชิญเป็นวิทยากรแนะนำการสร้างบ้านดิน เป็น work shop ที่มีสมาชิกเข้าร่วม มากมาย
บ้านดิน ที่อยู่อาศัยของมนุษย์มากกว่าพันปี
ด้วยคำว่าดิน เราอาจรู้สึกว่าไม่มั่นคง ไม่แข็งแกร่ง ไม่ทันสมัยพอ จะเป็นที่อยู่อาศัยเหมาะกับสมัยปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ในความคิดของพี่โจน การกลับสู่ที่ๆมาของความเป็นมนุษย์นั้นไม่มีคำว่าล้าสมัย และไม่เหมาะสมกับชีวิตคน บ้านดินมีมานานแล้ว คนโบราณก็อยุ่กันรอดมาได้ ความคงทนนั้นมีมากกว่าที่เรามองเห็นกันภายนอก เพราะดิน เป็นวัตถุดิบที่สามารถยืดหยุ่นได้ ต่างจากตึกหินแกรนิตปูนที่เราอยู่ๆกันในปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเหมือนแก้ว ยิ่งแข็งยิ่งเปราะแข็งแรงมาก ทนทานมาก แต่ ด้วยความแข็งของปูน ก็สามารถ พังทะลายได้ง่าย เหมือนแก้ว แต่ดิน สามารถรับน้ำหนักแบบยืดหยุ่น เพราะในดินเหนียวแต่ละก้อนมีเส้นใยแกลบ หญ้า เป็นตัวยึด
ที่สำคัญบ้านดินสามารถปรับอุณหภูมิ ตามฤดูกาล โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศเลย ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ของบ้านดิน คือดินเป็นทั้งฉนวนกันความร้อน และความหนาว มันจึงสามารถปรับอุณหภูมิภายในบ้าน ได้เป็นอย่างดี ยิ่งผนังดินที่สร้างปิดมิดชิดด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกได้ชัดเจน ในการควบคุมอุณหภูมิแบบธรรมชาติ ถ้าเป็นหน้าร้อน บ้านดินจะเก็บความเย็น ถ้าเป็นหน้าหนาว เนื้อดินก็สามารถอุ้มความร้อนให้ตัวบ้านมีความอบอุ่น
การทำบ้านดินไม่ใช่เป้าหมายหลัก ของการทำ Work Shop ที่เราทำอยู่
เป้าหมายหลักก็คือ หัดทำอะไรพึ่งตนเอง กลับมาสร้างศักยภาพให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับสัตว์ทั่วๆ ไป แต่เพราะทุกวันนี้มีศักยภาพของมนุษย์ต่ำกว่าสัตว์ทุกชนิดในโลกนี้ซะอีก เพราะเราขาดการรักษามรดกในการพึ่งตนเอง คนบางคนก่อไฟไม่เป็น ทำอาหารไม่เป็น นั่นหมายความว่าศักยภาพในชีวิตมันต่ำลง ฉะนั้นเราต้องกลับมาพึ่งตนเอง
การทำบ้านดินเป็นส่วนหนึ่งของการพึ่งตนเอง อาหาร บ้าน ผ้า และยา ก็มาคุยเรื่องนี้แหล่ะ เพราะว่าชีวิตมันไม่มีความหมายหรอก ถ้าคนเราพึ่งตัวเองไม่ได้ เพราะว่าอิสรภาพมันก็สูญเสียไป ความภูมิใจในตัวเองก็ไม่มี คุณค่าของชีวิตเราก็มองไม่เห็น เพราะแค่ไม่ได้ใช้แรงงานทำงาน ชีวิตก็เป็นเรื่องที่เลื่อนลอยไปแล้ว คนทำงานในเมืองเนี่ยไม่รู้ว่าชีวิตเพื่ออะไร หาเงินอย่างเดียว เพราะไม่มีเวลาว่าง
การทำงานคือการมีเวลาว่าง มีเวลาว่างให้กับสมองของเรา ถ้าสมองมีเวลาว่างมันก็จะเห็น
มันก็จะมีความเงียบ พอความเงียบเกิดขึ้นมันก็จะเห็นความงามได้ ถ้าเห็นความงามได้ ชีวิตก็มีความสุขได้
แต่ชีวิตทุกคนในเมืองไม่มีโอกาส เพราะมันยุ่งกับงานตลอด แต่เรื่องงานกลุ้มหนักๆ ตลอด
แต่ถ้าทำงานหนักปุ๊บเนี่ย โลกจิตโลกความเครียดต่างๆ มันหายไป ปัญหาของความเครียดที่มีมากมายในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งจิตแพทย์เลย แค่กลับมาทำงานหนักเท่านั้นเอง หายหมด
อันนี้เห็นชัดในหลายๆ กรณี เพราะคนที่มานี่เราก็คุยกัน หลายคนเขาเครียดมา มาเพราะเครียด เรื่องครอบครัว เรื่องงาน อยากหนีจากสิ่งเหล่านั้น ถึงได้มา แต่พอมาแล้วมันลืม อาการปวดหัวมันหายไป
เป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง เพราะเราใช้ร่างกายไม่มีความสมดุลทำให้เกิดความผิดปกติ
ฉะนั้นคนชั้นกลางที่มาร่วม Work Shop ถึงได้ถูกอกถูกใจกัน มักจะมีครั้งที่ 2 แทบทุกคนเลย
เพราะว่าการทำงานเนี่ยมันน่าเบื่อ แต่ถ้าทำอะไรที่ไม่รู้สึกว่าเป็นงานมันสนุก
อย่างทำบ้านดินไม่มีใครรู้สึกว่ามันเป็นงานเลย เรามาเล่นดินกัน"
จากข้อคิดตลอดทริปที่ได้อยู่ในพันพรรณ เราเห็นด้วยที่ว่าปัจจัยสี่ของมนุษย์ เราต้องการแค่นี้จริงๆ อาหาร ที่อยู่ เสื้อผ้า ยา แต่เรากลับอยากเปลี่ยน ยาออกไปเพราะ ถ้าเราทานอาหารถูกต้องถูกหลัก เราก็จะไม่ป่วย อาหาร บางตัวก็คือสมุนไพรดีๆนี่เอง เราอยากเพิ่มปัจจัยที่สี่อีกตัวคือเป็น “เวลา” ถ้าเราไม่มีเวลาให้กับตัวเองได้พักผ่อน ให้กับคนที่เรารัก เรา จะมีชีวิต และใช้ความสุขไปเพื่ออะไร และแท้จริงแล้ว คนเราแค่ต้องการแค่ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง มีที่นอนอุ่น มีอาหารสะอาด มีคนรักให้ใช้เวลาทั้งชีวิตร่วมกัน ก็เพียงพอแล้วสำหรับความสุข
“ เพราะฉะนั้น ก่อนตายผมอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ให้มีเวลาชื่นชมความงามของธรรมชาติ ชื่นชมความงามของการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่การเกิดมาทำงานแล้วก็ตายไป ”
Comment
Comment by tomimoto on April 2, 2010 at 12:42pm
Comment by IceCoffee on April 2, 2010 at 1:38am
Comment by tomimoto on April 1, 2010 at 1:13pm
© 2013 Created by IceCoffee.
Powered by
You need to be a member of ThaiInChina.com to add comments!
Join ThaiInChina.com